การเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนให้ลูกน้อย เสริมภูมิคุ้มกันให้กับลูก

การไปฉีดวัคซีนของเด็กๆ ถือเป็นภารกิจใหญ่สำหรับหลายครอบครัวเลยค่ะ งานนี้ไม่เฉพาะแต่ต้องเตรียมตัวคุณลูก แต่ต้องเครียมตัวคุณแม่ด้วย เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไรกันบ้าง?เพื่อให้การฉีดวัคซีนครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ

เตรียมตัวคุณลูก 
●    สร้างเรื่องราวดีๆ ด้วยการเล่านิทานเกี่ยวกับโรงพยาบาล คุณหมอ ที่สนุกสนาน ให้เด็กๆ ได้เข้าใจว่าโรงพยาบาล คุณหมอ ไม่ใช่ที่น่ากลัว และไม่ควรหลอกลูกว่าการฉีดวัคซีนไม่เจ็บ แต่อาจจะเลี่ยงว่าเจ็บนิดเดียว ไม่มาก ลูกคนเก่งทนได้แน่นอน ฉีดแล้วหนูจะแข็งแรงนะ
●    เตรียมตัวช่วย ไม่ว่าจะเป็นขนม ตุ๊กตาตัวโปรด เสื้อผ้าชุดเก่ง ของเล่นไว้ให้พร้อม อะไรที่จะเป็ฯตัวช่วยฉุกเฉินให้ลูกหายงอแงได้
●    เตรียมผู้ช่วย การพาลุกไปฉีดวัคซีนอาจจะเป็นประสบการณ์ใหม่ของลูก ถ้าคุณแม่คิดว่างานนี้อาจจะเอาไม่อยู่ ควรหาตัวช่วย เช่น พี่เลี้ยง หรือคุณย่า คุณยาย หรือญาติๆ สักคนที่จะช่วยได้ไปเป็นผู้ช่วยดีกว่าค่ะ

เตรียมตัวคุณแม่
●    ศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนที่ฉีด ว่าจะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง หรือต้องไปฉีดซ้ำหรือไม่ 
●    เตรียมนัดหมายการฉีดวัคซีนไว้ให้พร้อม เพื่อวางแผนเตรียมลูก และตัวช่วยอื่นๆให้พร้อม จะได้ไมฉุกละหุก
●    เตรียมประวัติสุขภาพของลูกให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร 
●    สังเกตุสุขภาพของลูก หากว่าลูกมีไข้ ท้องเสีย อาจจะต้องเลื่อนนัดไปก่อน 

เตรียมข้อมูลให้คุณหมอ
●    ข้อมูลการแพ้อาหาร
ลูกอาจมีอาการข้างเคียงจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ เพราะกระบวนการผลิตมีการเพาะเชื้อไวรัสในตัวอ่อนของไก่ ดังนั้น หากเด็กมีอาการแพ้รุนแรง กินไข่แล้วผื่นขึ้น ต้องบอกคุณหมอให้ทราบก่อน 
●    ข้อมูลโรคประจำตัวของลูก
เนื่องจากบางวัคซีนอาจทำให้มีไข้สูง ซึ่งสามารถไปกระตุ้นให้ลูกมีอาการผิดปกติจากโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ได้ 
●    ข้อมูลการแพ้ยา
ยาปฏิชีวนะบางชนิดก็จำเป็นต้องเลี่ยงวัคซีนบางตัว เช่น วัคซีนหัด คางทูม หัดเยอรมัน วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด และวัคซีนอีสุกอีใส เป็นต้น

การดูแลลูกหลังฉีดวัคซีน
หลังพาลูกไปรับวัคซีนแล้ว เด็กบางคนอาจได้รับผลข้างเคียงหรือมีอาการแทรกซ้อนต่างๆ ได้  หรือบางคนอาจจะไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ สำหรับผลข้างเคียงเราแยกมาเป็นผลข้างเคียงปกติ และผลขางเคียงที่น่าเป็นห่วงตามนี้
●    อาการปกติที่อาจเกิดขึ้นได้

1.    อาการบวมแดง หรือมีก้อนแข็งบริเวณที่ฉีดวัคซีน 
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการฉีดวัคซีนทุกเข็ม ไม่ต้องกังวลมาก เพราะประมาณ 1-2 วันก็จะหายไปเอง สามารถช่วยบรรเทาได้ด้วยการประคบเย็น และอาจให้ยาแก้ปวดหากลูกปวดมาก
2.    อาการไข้ เป็นปฏิกิริยาทั่วไปที่เกิดขึ้นได้หลังฉีดวัคซีนเกือบทุกชนิด ดังนั้นหากเกิดไข้สามารถช่วยลูกได้ด้วยเช็ดตัว และให้กินยาลดไข้ ซึ่งอาการมักจะหายไปใน 2-3 วัน 

●    อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์ 
อาการไข้สูง ร่วมกับการชักด้วย โดยเฉพาะหลังพาลูกไปรับวัคซีนไอกรนชนิดเต็มเซลล์

วัคซีนของหนู
เด็กๆ แต่ละช่วงวัยจำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคที่ต่างกัน ซึ่งมีทั้งวัคซีนที่เป็นวัคซีนพื้นฐาน และวัคซีนเสริมสุขภาพ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกฉีดให้ลูกได้ตามช่วงวัย และตามความเสี่ยงของสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ โดยวัคซีนที่เรานำมาแแนะนำนี้ สำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 12 ปีค่ะ

วัคซีนพื้นฐาน
เป็นวัคซีนที่ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดไว้ว่าเด็กทุกคนควรได้รับเพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตามช่วงวัย ดังนี้

●    วัคซีนวัณโรค (BCG) ควรได้รับตั้งแต่แรกเกิด โดยฉีดที่บริเวณไหล่ซ้าย ซึ่งปกติโรงพยาบาลจะฉีดให้ทารกก่อนกลับบ้าน
●    วัคซีนตับอักเสบบี (HBV) ต้องได้รับทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดเข็มแรกตั้งแต่แรกเกิด เข็มที่สองเมื่ออายุครบ 1 เดือน  และเข็มสุดท้ายเมื่อเด็กครบ 6 เดือน
●    วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DPT) โดยฉีดชุดแรก  3  ครั้ง  เมื่ออายุ 2 เดือน  4 เดือน และ 6 เดือน หลังจากนั้นควรมีการฉีดเพื่อกระตุ้นการทำงานของวัคซีนอีกครั้งในช่วงอายุ 1 ปี 6 เดือน  และเมื่อมีอายุ  4-6 ปี และฉีดเฉพาะ คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน สำหรับเด็กโต
●    วัคซีนโปลิโอ โดยใช้วัคซีนโปลิโอชนิดฉีดร่วมกับวัคซีนโปลิโอรูปแบบกิน โดยเด็กๆ จะได้รับการหยอดวัคซีนโปลิโอรูปแบบกินจำนวน 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2 , 4, 6 เดือน, 1 ปี 6 เดือน และ 4 ปี และต้องได้รับวัคซีนโปลิโอชนิดฉีดเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน 1 ครั้ง เมื่อเด็กอายุ 4 เดือน
●    วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม(MMR) / วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE) ควรฉีดตามช่วงอายุคือ 1 ปี และ 2 ปี 6 เดือน
●    วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 18 ปี โดยปีแรก ฉีด2 เข็ม เว้นระยะห่างกัน 4 สัปดาห์
●    วัคซีนเอชพีวี (HPV) ควรฉีดตั้งแต่  9 ปีขึ้นไป สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 70-90 %       

วัคซีนเสริมภูมิต้านทานโรค
ด้วยสถานการณ์โรคต่างๆ ในเด็กที่น่ากลัวมากขึ้น จึงมีวัคซีนเพื่อเสริมภูมิต้านทาน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของเด็กๆ ที่คุณแม่สามารถเลือกฉีดเสริมได้ตามช่วงวัยของเด็กโดยวัคซีนเสริมที่แนะนำ ดังนี้

●    วัคซีนโรตาไวรัส (rotavirus) ช่วยปกป้องโรคโรตาไวรัส เด็กๆ สามารถรับวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 2 และ 4 เดือน
●    วัคซีนนิวโมคอคคัส ป้องกันปอดอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ โดยวัคซีนชนิด PCV ควรฉีดในช่วงอายุ 2 เดือน 4 เดือนและ 6 เดือน จากนั้นจึงฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 1 ปี ถึง 1 ปี 3 เดือน  สำหรับวัคซีนชนิด  PS23 สามารถฉีดได้ในช่วงอายุ 2 ปี ขึ้นไป
●    วัคซีนฮิบ หรือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ฮีโมฟีลุส อินฟลูเอนเซ ชนิดบี (Haemophilus influenzae type b Vaccine) เป็นวัคซีนรวม 1 เข็ม ป้องกันได้ 5 โรค คือ คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ตับอักเสบบี เยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิบ (DTwP-HB-Hib) โดยฉีด 3 ครั้ง ตั้งแต่เด็กอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 6 เดือน
●    วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ฉีดรวมทั้งหมด 2 เข็ม ตามช่วงอายุ ตั้งแต่ 2 ปีครึ่ง  และอีกครั้งเมื่ออายุ 4-6 ปี
●    วัคซีนตับอักเสบ เอ ต้องฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
●    วัคซีนไข้เลือดออก แนะนำให้ฉีด วัคซีนในเด็ก ที่มีอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไป โดยฉีด 3 ครั้ง เว้นระยะ 6 เดือน และ 12 เดือนจากการฉีดเข็มแรก

การพาลูกไปฉีควัคซีนก็เหมือนการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับลูก ที่สำคัญยังเป็นการป้องกันการเกิดโรคที่ได้ผลเป็นอย่างมาก นอกจากจะช่วยให้เด็กๆไม่เสี่ยงกับโรคร้ายแล้ว ยังช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องสุขภาพกับลูกอีกด้วยค่ะ 

Members-only content

Sign up free to read all health articles
Get expert information and special promotions first

Share article: