วัคซีนไข้หวัดใหญ่ จำเป็นไหม

โรคไข้หวัดใหญ่ คืออะไร? 

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ พบบ่อยในฤดูฝน (มิถุนายน-ตุลาคม) และฤดูหนาว (มกราคม-มีนาคม) ของทุกปี อาการของโรคจะมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการที่รุนแรงและเสียชีวิตได้ 

 
ไข้หวัดใหญ่มีความแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร ? 

เกิดจากเชื้อไวรัสต่างชนิดกัน และมีความรุนแรงแตกต่างกัน โดยไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) ส่วนไข้หวัดธรรมดานั้นเกิดจากการเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ เช่น rhinovirus, adenovirus เป็นต้น โดยไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ 

 
ไข้หวัดใหญ่ในคนมีกี่สายพันธุ์? 

ไข้หวัดใหญ่ในคนมีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ คือ A, B และ C แต่มีเพียงสายพันธุ์ A และ B ที่มีการระบาดโดยทั่วไป โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แบ่งออกเป็นหลายซัปไทด์ ซัปไทด์ที่มีการระบาดเป็นประจำคือ H1N1 และ H3N2 ส่วนไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B แบ่งออกเป็น 2 lineages คือ Victoria และ Yamagata โดยอาการมักไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A  

 
ไข้หวัดใหญ่ติดต่อได้อย่างไร? 

ไข้หวัดใหญ่ติดต่อจากการสัมผัสละอองฝอยจากการไอและการจามของผู้ป่วย เชื้อไวรัสจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก และน้ำลาย โดยผู้ป่วยจะมีอาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1-4 วัน  

 
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่เป็นอย่างไร? 

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มีอาการแตกต่างกันตามอายุ โดยในกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่นจะมีอาการของไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในบริเวณหลัง ต้นแขน ต้นขา มีน้ำมูกใส คัดจมูก ไอแห้ง เจ็บคอ และเบื่ออาหาร ส่วนในเด็กเล็กจะมีไข้สูง ร่วมกับอาการทางระบบอื่น เช่น ถ่ายเหลว คลื่นไส้อาเจียน และชักจากไข้สูง  

 
ใครเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่? 

 - หญิงมีครรภ์ 

 - เด็กเล็ก อายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี 

 - บุคคลที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป 

 - ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ ไตวาย หลอดเลือดสมอง เบาหวาน ธาลัสซีเมีย มะเร็งที่อยู่ระหว่างได้รับเคมีบำบัด ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ติดเชื้อเอชไอวี  

 - ผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กิโลกรัม หรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 

 - ไข้หวัดใหญ่มีภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง? 

 - ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย ได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ปลายประสาทอักเสบ และสมองอักเสบ 

 
ไข้หวัดใหญ่รักษาอย่างไร?  

          ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้ หากมีอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลเองที่บ้านและรักษาตามอาการ เช่น เมื่อมีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว และใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล หรือถ้ามีน้ำมูกให้ใช้ยาลดน้ำมูกและยาละลายเสมหะ ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อนและให้นอนพักผ่อน ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน อาจต้องใช้ยาต้านไวรัส โอลเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) ในการรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการหอบเหนื่อย สงสัยปอดอักเสบหรือมีอาการที่รุนแรงอื่น อาจมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาโดยการนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างใกล้ชิด  

 
มีวิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างไรบ้าง? 

 - ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด หรือถ้าจำเป็นควรปิดปาก จมูกด้วยหน้ากากอนามัย 

 - ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น 

 - หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ  

 - ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น  

 - ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง  

 

ทำไมต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี ? 

          เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เรื่อย ๆ ในการผลิตวัคซีนแต่ละปีจึงมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ตามเชื้อไวรัสด้วยเช่นกัน และเนื่องจากระยะก่อโรคสั้น จำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอเพื่อเตรียมพร้อมในการป้องกันโรค ดังนั้นจึงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี ปัจจุบันกรมควบคุมโรค-สปสช.ชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิการรักษา ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี ป้องกันการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ ครอบคลุมสายพันธุ์แพร่ระบาดตามคำแนะนำองค์การอนามัยโลก 

 

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มี 2 ชนิด คือ 

                -    วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) ซึ่งจะให้วัคซีนโดยการฉีด วัคซีนชนิดนี้มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และ 

                     ใช้กันมาเป็นเวลานานแล้ว 

                -     วัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Alive, weakened vaccine) ซึ่งจะให้วัคซีนโดยการพ่นบริเวณรูจมูก 

เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองบ่อย ดังนั้นวัคซีนสำหรับไข้หวัดใหญ่จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงทุกปีตามเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่มีการระบาด ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว และอาจอยู่ได้นานกว่า 1 ปี แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็ยังสามารถที่จะเกิดโรคได้ แต่มักจะมีอาการเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สามารถได้รับร่วมกับวัคซีนอื่นได้ ซึ่งรวมถึง pneumococal vaccine ด้วย 

 

อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน 

             ปัญหาที่รุนแรงจาการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้นเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในวัคซีนถูกทำลายหมด เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายจึงไม่มีโอกาสที่จะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่จากการฉีดวัคซีน โดยอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จาการฉีดวัคซีน 

                        -   ปวดบวมแดงร้อนเฉพาะที่ 

                        -   มีไข้ 

                        -    ปวดเมื่อยตามตัวได้นาน 1-2 วัน 

                        -   อาการข้างเคียงที่รุนแรงได้แก่ อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งพบน้อยมากและในประเทศไทยยังไม่รายงานของอาการ 

                           ข้างเคียงนี้ 

 

อาการที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ  : ความผิดปกติทุกอย่างที่เกิดจาการฉีดวัคซีน เช่น มีไข้สูง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป การมีอาการคล้ายการแพ้ เช่น หายใจลำบาก เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงหวีด ลมพิษ ตัวซีด อ่อนแอ หัวใจเต้นเร็ว  หรือเวียนศีรษะ  เมื่อมีอาการควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ 

-    รีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด 

-    บอกแพทย์ถึงอาการที่เกิดขึ้น ระบุวันเวลาที่มีอาการข้างเคียง รวมทั้ง วันเวลาที่ฉีดวัคซีนด้วย 

-    บอกแพทย์ พยาบาล หรือหน่วยงานสาธารณสุขที่รับผิดชอบเพื่อรายงานผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีนที่ฉีดลงใน 

      แบบฟอร์ม Vaccine Event  Reporting System ( VERS  ) หรือรายงานได้โดยผ่านเวบไซท์vaers.org 

 

ข้อควรระวัง 

1. ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการฉีดวัคซีนนี้ คือ อาจมีผลดังนี้ 
                      - อาการเฉพาะที่ เช่น แดง บวม ปวด ตุ่มนูน 
                      - มีไข้ รู้สึกไม่สบายตัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อและข้อและอาการอื่น ๆ (มักเป็น 

         ในผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนนี้มาก่อน) อาจเริ่มมีอาการภายใน 6-12 ชั่วโมง อาจเป็นนานประมาณ 1-2 วัน โดยไม่ 

          ต้องรับการรักษา 
        - ลมพิษ หอบหืด และ Systemic  anaphylaxis  จากการแพ้โปรตีนของไข่   ซึ่งพบได้น้อยมาก 
2. ข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง 
        - ห้ามใช้วัคซีนนี้ในผู้ที่มีประวัติการแพ้โปรตีนจากไข่ โปรตีนจากไก่ 
        - เลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปหากมีไข้หรือเป็นโรคเฉียบพลับ   ภูมิคุ้มกันอาจทำให้ไม่ได้ Antibody response อย่างที่คาดหวัง 
        - เลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปในผู้ที่เจ็บป่วยจาก Neurologic Disorders 
        - ไม่ให้วัคซีนนี้ในผู้ที่มีประวัติ Guillain Barre Syndrome (GBS) 
        - การให้วัคซีนในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องในการสร้างแอนติบอดี้ ไม่ว่าสาเหตุใด จากกรรมพันธุ์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง  

 

ก่อนฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ต้องแจ้งให้ทางโรงพยาบาลทราบรายละเอียดดังต่อไปนี้ด้วย 

1. ในบ้านที่พักอาศัยอยู่ มีเด็กเล็กพักอาศัยอยู่หรือมีผู้สูงอายุอยู่ด้วยหรือไม่ 
2. ท่านมีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ 
3. การใช้ยาปัจจุบัน มียาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือยาที่มีผลกดภูมิคุ้มกันหรือไม่ 
4. แพ้ ไข่/ไก่ หรือไม่ 
5. ตั้งครรภ์ อยู่ 

 

ที่มาข้อมูล  : สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย  

 กรมควบคุมโรค 

ที่มารูปภาพ : Feepik 

Members-only content

Sign up free to read all health articles
Get expert information and special promotions first

Share article: