โรคอีดำอีแดง หรือ ไข้ดำแดง คือ
โรคอีดำอีแดง หรือ ไข้ดำแดง (Scarlet Fever) คือโรคซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ (Group A Streptococcus) โดยโรคนี้พบได้ในเด็กอายุระหว่าง 5-15 ปี ทั้งนี้ ผู้ป่วยไข้ดำแดงจะมีผื่นสีแดงขึ้นตามผิวหนังเกือบทั่วร่างกาย รวมถึงมีไข้สูง และมีอาการเจ็บคอเกิดขึ้นร่วมด้วย โรคไข้ดำแดงถือเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งสำหรับผู้ป่วยเด็ก ไม่สามารถหายเองได้ และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจทำให้อาการแย่ลงจนส่งผลร้ายแก่หัวใจ ไตและอวัยอื่นๆ ทั้งนี้แพทย์อาจใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนรักษาตัวที่บ้านก็จะช่วยบรรเทาอาการได้
สัญญาณบ่งบอกถึงโรคไข้ดำแดงประกอบไปด้วยอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ คอแดงและในบางครั้งมีรอยสีเหลืองหรือสีขาวขึ้นในลำคอ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต มีปัญหาในการกลืนอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้สูง (ราว ๆ 38.3 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า) บริเวณลิ้นและต่อมรับรสบนลิ้นจะนูนแดงอย่างชัดเจนและปลายลิ้นจะมีลักษณะคล้ายผิวของผลสตรอว์เบอร์รี่ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ด้วย เช่น หน้าแดง ผดผื่นขึ้นตามร่างกาย และลิ้นเปลี่ยนสีเป็นสีแดงหรือขาว ไข้ดำแดงจะแสดงอาการภายใน 1 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม อาการหลักของไข้อีดำอีแดงประกอบด้วย
• ผื่นไข้ดำแดง มักเริ่มขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีไข้ แต่ในบางกรณีผื่นอาจขึ้นเป็นอาการแรกเลยก็ได้ โดยผื่นมักขึ้นที่บริเวณท้อง หน้าอก หรือบริเวณรอบคอ แล้วกระจายไปทั่วลำตัว แขน และขา รอยผื่นอาจมีสีชมพูหรือแดง และจะแดงมากเป็นพิเศษตามจุดที่เป็นข้อพับ เช่น ข้อศอก หรือรักแร้ นอกจากนี้รอยผื่นยังให้สัมผัสคล้ายกับกระดาษทราย (สามารถสังเกตได้ง่ายในผู้ป่วยที่มีผิวสีเข้ม) หรือผื่นมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ มองคล้ายหนังห่าน (Goose-pimple Appearance) หากใช้แก้วกดทับบริเวณผื่นจะพบว่ารอยผื่นแดงเหล่านั้นกลายเป็นสีขาว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผื่นจะขึ้นอยู่ราว 3-4 วัน ก่อนจะเริ่มลอกออกเป็นขุยหรือเป็นแผ่น ไล่จากใบหน้าและลำคอลงมาเรื่อย ๆ จนถึงมือ เท้า ปลายมือ ปลายเท้า
• แก้มเปลี่ยนเป็นสีแดง ปกติผื่นแดงจะไม่ได้ลามมาที่ใบหน้า แต่แก้มมักจะเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดคล้ายโดนแดดเผา แต่บริเวณรอบปากจะขาวซีด
• ลิ้นเป็นสีแดง หรือที่เรียกว่าลิ้นสตรอว์เบอร์รี่ (Strawberry Tongue) ลิ้นจะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำและมีฝ้าขาวขึ้นในช่วงแรก
ไข้ดำแดงเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก ผ่านละอองที่ออกมากับลมหายใจ การไอจาม หรือการใกล้ชิดกับผู้ป่วยคนอื่น ๆ (โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นเด็กนักเรียน) ซึ่งหากละอองเชื้อโรคนั้นสัมผัสกับตา จมูก หรือปากก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีป้องกันในเบื้องต้นที่ผู้ป่วยนำไปปฏิบัติได้ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดงานหรือการหยุดโรงเรียนเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับประทานยาปฏิชีวนะ พยายามปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชู่เมื่อไอหรือจาม และให้รีบทิ้งกระดาษที่ใช้แล้วทันที พร้อมทั้งล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้บ่อย โดยเฉพาะหลังจากสัมผัสกับทิชชู่ที่ใช้แล้ว นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ เสื้อผ้า ผ้าขนหนู อ่างอาบน้ำ ผ้าปูที่นอน หรือของเล่นสำหรับผู้ป่วยเด็ก ล้วนเป็นวิธีการป้องกันการแพร่ติดต่อของเชื้อโรคไข้ดำแดงได้
วิธีรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคไข้อีดำอีแดง
การรักษาหลักสำหรับไข้อีดำอีแดงโดยทั่วไปแพทย์จะใช้ยา เพนนิซิลิน (penicillin) อะมอกซิซิลิน (amoxycillin) เป็นระยะเวลา 10 วัน แม้ว่าจะมีอาการดีขึ้นภายใน 3-4 วัน ก็ควรรับประทานยาต่อเนื่องจนหมด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ไข้รูมาติก
แนวทางการดูแลเพิ่มเติม
• รักษาตามอาการที่พบ
• พักผ่อนให้เพียงพอ
• ดื่มน้ำมาก ๆ
ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการแทรกซ้อน เช่น
• มีไข้ร่วมกับอาการเหนื่อยง่าย
• ปวดข้อ
• มีตุ่มหรือก้อนใต้ผิวหนัง
• อาการบวม
• ปัสสาวะเป็นสีแดงหรือมีเลือดปน
วิธีป้องกันไข้อีดำอีแดง
การป้องกันไข้อีดำอีแดงสามารถทำได้โดยการปฏิบัติตามสุขอนามัยที่ดี เช่น
รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
• ล้างมือบ่อย ๆ ใช้สบู่และน้ำสะอาดล้างมือเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วินาที โดยเฉพาะหลังจากไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง
• หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า พยายามไม่สัมผัสตา จมูก และปาก เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
• ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดหน้า หรือผ้าเช็ดตัว
• สวมหน้ากากอนามัย หากจำเป็นต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วย ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
• รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
• พักผ่อนเพียงพอ นอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย
สอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับการป้องกัน
• สอนวิธีล้างมือที่ถูกต้อง และเน้นความสำคัญของการล้างมือ
• สอนมารยาทการไอและจาม เช่น ใช้กระดาษทิชชู่หรือข้อศอกด้านในปิดปากและจมูก
แม้ว่าไข้อีดำอีแดงจะสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่การป้องกันการติดเชื้อยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด การปฏิบัติตามแนวทางข้างต้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรค โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนปัองกัน
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
หากคุณหรือบุตรหลานมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นไข้อีดำอีแดง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที โดยเฉพาะเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
• ไข้สูงเกิน 38.3°C
• เจ็บคอรุนแรง
• ผื่นแดงขึ้นทั่วร่างกาย
• ลิ้นมีลักษณะเป็นสีแดงสดคล้ายสตรอว์เบอร์รี
การได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
ไข้อีดำอีแดงเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก แม้ว่าจะรักษาให้หายได้ แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ผู้ปกครองจึงควรสังเกตอาการของลูกน้อย หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง
ที่มาข้อมูล : กรมควบคุมโรค / สสส.
ที่มารูปภาพ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บทความสุขภาพ รามาชาแนล